ถ้า Apple มี Find My iPhone ทางฝั่ง Android ก็มี Find My Device ที่ใช้ติดตามหาอุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้กับบัญชี Google ของเราเช่นกัน ซึ่งผมเองก็เพิ่งได้ใช้งานกันไปสด ๆ ร้อน ๆ เลยอยากจะขอมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ตกอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันครับ
เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันอาทิตย์ ได้มีสายด่วนจากแม่บอกว่าคุณพ่อได้ไปลืมโทรศัพท์เอาไว้ในสถานที่จัดงานแต่งงานที่เพิ่งไปร่วมงานมา อยากให้ช่วยเช็คพิกัดให้หน่อย ผมจึงไม่รอช้าใช้รหัส Gmail ของพ่อ เข้าแอปพลิเคชั่น Find My Device ที่ติดตั้งไว้ และก็พบว่าตำแหน่งนั้นไม่ได้อยู่ตรงจุดที่คาดว่าจะทำหาย แต่เลยออกมาหน่อยซึ่งยังอยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตร

เมื่อเห็นตามรูปด้านบน ข้อสันนิษฐานแรกที่เป็นไปได้คือ ต้องมีคนเก็บเอาไว้ และย้ายที่โทรศัพท์กลับไปที่บ้านอย่างแน่นอน ผมจึงรีบโทรแจ้งให้แม่ได้ทราบพิกัด ซึ่ง ณ ตอนนี้ทั้งคุณพ่อคุณแม่อยู่ห่างจากจุดด้านบนเป็นระยะทางเกือบ 50 กิโลเมตร โชคยังดีที่ในจุดนั้นมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างเสถียร และตัวเครื่องมีแบตเตอรี่เหลือเกินครึ่ง ทำให้ยังพอมีความหวังในการค้นหา
หลังได้ทราบรายละเอียดทั้งสองคนก็รีบบึ่งรถกลับไปค้นหาทันที ส่วนตัวผมเองก็ได้กดเข้า Google Maps เพื่อเช็คดูว่าตรงพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งผลที่ได้ก็คือที่ท้องนาอ้างว้าง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างอะไรอยู่เลย
ด้วยความที่เปิดด้วยแอปฯ เวอร์ชั่นมือถือ เราจึงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าสภาพที่เราเห็นบน Street View ตอนนี้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปีอะไร ทำให้ผมเชื่อว่าพื้นที่นี้เป็นท้องนาจริง ๆ และคนที่เก็บมือถือได้ น่าจะนำมาซุกซ่อน หรือโยนทิ้งไว้แถวนี้ ผมจึงรีบขับรถตามไปสมทบ เพราะว่าในแอปฯ Find My Device จะมีตัวเลือกให้เราสามารถกดเล่นเสียงริงโทนด้วยความดังสูงสุดได้ แม้ว่าตัวเครื่องจะถูกปิดเสียงไว้ก็ตาม
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้คนที่เก็บได้ปิดเครื่อง ผมจึงต้องกดล็อคเครื่องเอาไว้ โดยทิ้งข้อความว่าให้โทรกลับหาด่วน และระหว่างเดินทางก็ให้น้องชายที่สแตนด์บายอยู่ที่บ้านคอยโทรหาอยู่เป็นระยะ ๆ
ประมาณ 40 นาทีผ่านไป คุณพ่อกับคุณแม่ไปถึงตรงจุดเกิดเหตุก่อน และได้สอบถามเพิ่มเติมกับเจ้าภาพงานแต่งได้ความว่ามีคนเจอมือถือและนำส่งไว้ที่สถานีตำรวจ ทั้งสองคนเลยวนรถไปที่สถานี
ถึงตรงนี้ผมคิดว่าเรื่องน่าจะคลี่คลายและจบสวย แต่กลับกลายเป็นโทรศัพท์ที่อยู่บนโรงพัก ไม่ใช่เครื่องของคุณพ่อ นั่นเท่ากับว่าพิกัดที่อ่านได้บนแอปฯ Find My Device ค่อนข้างน่าเชื่อถือ มีความผิดเพี้ยนไม่มากเพราะอย่างที่เห็นใน Google Map ตัวสถานีตำรวจก็อยู่ไม่ไกลจากพิกัดที่อ่านได้มากนัก

ถึงตอนนี้ทางคุณพ่อคุณแม่ก็เตรียมขอความช่วยเหลือจากนายตำรวจให้พาขึ้นรถไปยังพิกัดที่แอปฯ หาเจอ เพื่อจะได้ช่วยกันค้นหา ซึ่งก็มาตรงกับตอนที่ผมมาถึงพอดี และสิ่งที่ได้เห็นก็คือ พื้นที่โดยรอบไม่เหมือนที่เห็นบน Street View เลยแม้แต่น้อย จากท้องนาว่างเปล่า ตอนนี้มีร้านขายของมาตั้งอยู่ (ขอไม่นำรูปปัจจุบันมานะครับ)

ทันทีที่คุณตำรวจพาพ่อกับแม่มาถึง เราก็ได้เริ่มค้นหาทันที โดยผมได้กดเลือกให้โทรศัพท์เล่นเสียงริงโทนออกมา ซึ่งจะทำได้รอบละ 5 นาที เสียงจะดังไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคนกดปุ่ม Sleep ที่ตัวเครื่อง

ด้วยความที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมานำ ทำให้เราสามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยได้เต็มที่ ตรงนี้ผมก็งง ๆ เหมือนกันว่าเราทำได้ถูกต้องไหม เพราะจำจากในหนังว่าถ้าจะเข้าค้นพื้นที่ส่วนบุคคลต้องมีหมายศาล แต่ในครั้งนี้เจ้าของบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หมายก็เลยอาจจะไม่จำเป็นล่ะมั้ง?
เดินหารอบบ้าน และห้องทุกห้อง ก็ไม่ได้ยินเสียงริงโทนดังเลยแม้แต่น้อย ตัวผมเองก็ขยายพื้นที่ค้นหาโดยลองเดินชมบริเวณโดยรอบของบ้าน แต่ก็ยังไม่ได้ยินอยู่ดี ทำให้ตอนนี้ความหวังที่คาดว่าจะหาเจอลดน้อยลงไปพอสมควร เพราะบริเวณโดยรอบค่อนข้างเงียบ ถ้ามีเสียงริงโทนดัง จะต้องมีคนได้ยินอย่างแน่นอน
แม้ว่าเจ้าของบ้านจะให้ความร่วมมือเต็มที่ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะเอาโทรศัพท์ไปซ่อนไว้ตรงจุดลึกลับที่ไหนหรือเปล่า จึงเกิดเป็นความวิตกจริตของผมถึงขนาดไปแง้มฝาชักโครกดู (โชคดีไม่เจองู) จนแล้วจนรอดหายังไงก็ไม่เจอ เสียงก็ไม่ได้ยินแม้แต่น้อย…แต่ระหว่างที่กำลังกดเล่นเสียงซ้ำ รอบล่าสุดนี้กลับไม่ครบ 5 นาที กลายเป็นว่าเสียงถูกหยุดที่ประมาณนาทีที่ 2-3 นั่นเท่ากับว่าคนที่เก็บมือถือเครื่องนี้ได้รู้ตัวแล้ว และพยายามจะทำให้เสียงน่ารำคาญนี้หยุดลง
จังหวะพอดีกับที่น้องชายผมได้โทรหาคุณแม่ และบอกว่าคนเก็บสมาร์ทโฟนได้พยายามติดต่อมาหาเพื่อที่จะนำมาคืน ทำให้เรารีบโทรกลับไปทันที โดยในรอบนี้เองปลายสายก็รับและพูดฮัลโหลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มค้นหา
“สวัสดีครับ แม่ผมเก็บมือถือได้หลังจากไปช่วยล้างจานในงาน อยากจะติดต่อขอส่งคืนครับ”
ได้ยินดังนั้นเราจึงรีบส่งให้คุณตำรวจที่ชำนาญพื้นที่รับไปคุย ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ได้ความว่าเป็นบ้านที่อยู่เยื้องกันคนละฝั่งถนนกับจุดที่พบโดยแอปพลิเคชั่นนั่นเอง คุณตำรวจจึงได้บอกให้เดินนำของออกมาคืนได้เลย ทันใดนั้นก็มีวัยรุ่นชายอายุประมาณ 15-16 ปี เดินออกมาจากบ้านพร้อมสมาร์ทโฟน Galaxy Note 8 และก็นำมันส่งคืนสู่อุ้งมือของคุณพ่อผมเรียบร้อย โดยคุณพ่อก็ได้มีสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอบแทนไป เป็นการขอบคุณที่ช่วยเก็บไว้ให้ (แต่โทรมาตั้งนานไม่รับนะ อิอิ)
สรุป
- Find My Device ใช้งานบอกพิกัดได้ค่อนข้างแม่นยำ แม้อาจจะคลาดเคลื่อนไปนิดหน่อย บวกลบ 100 เมตร แต่ก็นับว่าพามาถูกจุด
- นอกจากมีแอปฯ ที่ดีแล้ว คนไปหาก็ต้องมีดวงที่ดีด้วย เพราะถ้าเกิดหา ๆ อยู่แล้วเครื่องดับไปเองเพราะแบตเตอรี่ หรือโดนปิดเครื่อง ทุกอย่างก็จบ
- ระหว่างกดเล่นเสียง โทรศัพท์จะเล่นริงโทนออกมาเรื่อย ๆ 5 นาที ซึ่งสามารถหยุดกลางคันได้ ถ้าเกิดมีคนกดปุ่ม Sleep แต่มันก็จะขึ้นเตือนบนแอปฯ Find My Devices เช่นกัน
- อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจ Google Street View แอปบนมือถือจะเช็คปีที่ถ่ายไม่ได้ต้องเปิดในคอมด้วยบราวเซอร์อย่างเดียว