จริง ๆ แล้วตัวโรงแรมเป็นหนึ่งในจุดหมายวัยละอ่อนของผมสมัยที่ยังตามอ่านรีวิวโรงแรมในพันทิป ด้วยตำแหน่งที่ตั้งใจกลางเมืองเหนือห้างเซ็นทรัลเฟสติวัลฯ ข้ามถนนไปก็เป็นชายหาด มองจากบนห้องก็จะได้วิวทะเลสวย ๆ ตอบโจทย์ทั้งช็อปปิ้งและพักผ่อนในที่เดียวกัน แต่ด้วยความที่เป็นเครือโรงแรมระดับโลกในทำเลไข่แดงแบบนี้ทำให้ราคาต่อคืนเกินเอื้อมถึงไปเสียหน่อย ทว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน และตัวโรงแรมเองก็เพิ่งจะกลับมาให้บริการหลังปิดบำรุงไปช่วงโควิด 19 ที่ผ่านมา ทำให้ราคาอยู่ในระดับที่พอจะกัดฟันมาพักได้ 1 คืน แน่นอนว่าก็ต้องขอลองห้องไทป์บน ๆ เสียหน่อยกับ King Executive Premium Ocean Front

เช็คอิน
ห้อง King Executive จะเป็นห้องพักในชั้น 32 ติดกับชั้น Executive Lounge ของตัวโรงแรม ซึ่งการเช็คอินก็จะทำกันที่เลาจน์แยกจากห้องพักไทป์ทั่วไป และด้วยมาตรฐานของห้องพักในเครือโรงแรมระดับนี้ ทำให้ประสบการณ์แรกที่มาถึงจะเป็นการทักทายฉันมิตรจากพนักงานต้อนรับที่ชื่อคุณดิว ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นบัทเลอร์ให้เราตลอดการเข้าใช้บริการ ไม่ว่าจะแนะนำห้องพักและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ พร้อมกันนี้ยังมีอารมณ์ขันคอยชวนคุยในระยะที่พอดีไม่ให้เราเกร็งจนเกินไป ที่ดูประทับใจที่สุดก็คงเป็นการโปรโมตโกโก้เย็นสูตรคุณดิวที่อยากให้ผมได้ลองทานมาก จนต้องใจอ่อนสั่งมาชิมระหว่างรอห้อง อ่อ ถึงจะเป็นเมนูพิเศษแต่ไม่เสียเงินนะครับ เพราะคุณดิวก็ใช้วัตถุดิบในเลาจน์นั่นแหละชง เรื่องรสชาตินั้นดีเลยทีเดียว ใครได้เจอคุณดิวตอนเช็คอินแนะนำให้ลองสั่งมาชิมครับ
เข้าห้องพัก

เลขห้องที่จะได้เห็นในรีวิวนี้คือห้อง 3203 อยู่ถัดลงมาจากเลาจน์หนึ่งชั้น ตัวห้องหันหน้าออกทะเลพร้อมระเบียงกว้างขวางและอ่างจากุซซี่เหลี่ยมขนาดลงแช่สองคนได้ และด้วยสถานการณ์โควิด ตัวห้องจะถูกซีลด้วยกระดาษกาวลาย Hilton เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครมาเปิดใช้งาน และไม่มีเชื้อโรคเล็ดรอดเข้ามา




เตียงนอนขนาดคิงไซส์จะถูกวางไว้ที่ตำแหน่งตรงกลางห้อง โดยมีหัวเตียงเป็นโต๊ะทำงาน ที่สามารถเปิดท็อปโต๊ะบางตำแหน่งออกมาเป็นกระจกเพื่อเปลี่ยนเป็นโต๊ะเครื่องแป้งสำหรับแต่งหน้าของสาว ๆ ได้ บริเวณโต๊ะข้างเตียงจะเป็นปลั๊กไฟและสวิตช์ควบคุมไฟภายในห้อง ด้านหลังของเตียงจะเป็นตู้เสื้อผ้าและโต๊ะมินิบาร์ที่ซ่อนตู้เย็นและที่วางกาน้ำร้อนไว้แบบมิดชิด เช่นเดียวกันกับตู้เสื้อผ้าที่จะอยู่หลังประตูสไลด์กระจกเงาบานใหญ่

ส่วนทางด้านซ้ายของเตียงนอนก็จะเป็นโซฟากลมไว้สำหรับนั่งดูทีวี และมีผนังที่เป็นประตูสามารถเปิดเชื่อมกันระหว่างสองห้อง เดาว่าน่าจะเป็นไทป์ Family Ocean Suite ส่วนสุดท้ายปลายเตียงก็คือประตูระเบียงสำหรับเดินออกไปด้านนอก





ถัดจากเตียงนอนก็จะเป็นส่วนห้องน้ำที่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งสุขา และห้องอาบน้ำ โดยมีอ่างล้างหน้าหนึ่งคู่ตั้งอยู่ตรงกลาง เราสามารถเดินออกไปที่อ่างจากุซซี่ริมระเบียงได้โดยผ่านทางห้องอาบน้ำ นับเป็นการออกแบบที่ช่วยให้เราไม่ต้องเดินลุยเข้ามาในห้องนอนขณะที่ตัวเปียกได้อย่างชาญฉลาด





สรุป
- ไม่มีผิดหวังกับเครือโรงแรมดัง ประทับใจทุกส่วนงานบริการ ไม่ว่าจะเป็นตัวพนักงาน, ห้องพัก, รสชาติอาหาร, และทำเลที่ตั้ง ก็คือสมราคา
- การออกแบบห้องพักสำหรับใช้งานทำได้ค่อนข้างดีและลื่นไหล ไม่ค่อยมีจุดที่ทำให้เราต้องเอ๊ะ ว่าทำมาทำไม
- เรื่องที่ปวดหัวอย่างนึงคือสวิตช์ไฟที่ชวนสับสน ด้วยความที่ตัวสวิตช์ไม่ใช่แบบเปิด-ปิด แต่เป็นแบบ Toggle คือจิ้มไปแล้วมันจะเด้งกลับมา แล้วตัวไฟก็จะไม่ติดดับในทันที แต่จะมีเวลาหน่วงนิด ๆ ทำให้ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกสักครู่ ถึงจะรู้ว่าควรกดตรงไหนกันแน่
- ช่วงที่ผมเข้าพัก (วันคริสมาสต์) แขกไม่เยอะมาก อาหารเช้าจะเสิร์ฟที่ Horizon ชั้นดาดฟ้าแทน ก็คือโคตรคุ้ม กินข้าวดูวิวเมืองพัทยามุมสูงกันเพลิน ๆ ไป
แถม
จะบอกว่าถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ การได้มานอน Hilton Pattaya ในคืนวันคริสมาสต์ปลายสัปดาห์ถ้าคุณไม่ได้มีฐานะจริง ๆ ก็คือแทบจะต้องกรีดเลือดยอมจ่ายถึงจะได้มา แต่ปัจจุบันเมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติหายหมด เหลือเพียงคนไทยและชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทย ทำให้พัทยาในตอนนี้เงียบแบบเหลือเชื่อ ดูได้จากภาพด้านล่างครับ

เป็นภาพลานหน้าห้างเซ็นทรัลจากบนห้องพัก คือทางห้างมีลานกิจกรรม มีโต๊ะนั่งชมดนตรีสดเหมือนเทศกาลในปีก่อน ๆ แต่มีคนนั่งกันจริง ๆ แค่ 5% จากจำนวนโต๊ะทั้งหมด จำนวนรถบนถนนเลียบชายหาดก็มีให้เห็นบางตา บ่งบอกให้เห็นชัดเจนมากว่าประเทศเราต้องพึ่งพาธุรกิจท่องเที่ยวขนาดไหน เป็นภาพที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็นครับเลยอยากจะขอแปะไว้บนบล็อกสักหนึ่งอันเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ |||