เดินเที่ยวในฮิโรชิม่า เมืองประวัติศาสตร์สำคัญ และรอยช้ำจากปรมาณู

ในทิศตะวันตกของเมืองหลวงเก่าเกียวโต 300 กม. เป็นที่ตั้งของเมืองฮิโรชิม่าศูนย์กลางความเจริญในตอนล่างของเกาะฮอนชู สำหรับชาวไทยอย่างเราๆ คงรู้จักเมืองนี้ ในฐานะของเหยื่อสงคราม(หรือการทดลอง?) ของระเบิดปรมาณูเซ็ตแรกที่สหรัฐอเมริกาสามารถคิดค้นขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันรอยช้ำในครั้งนั้น กลับกลายมาเป็นเสน่ห์ดึงดูดคนที่สนใจประวัติศาสตร์ให้มาเยือนมากมาย ตัวผมเองเฝ้ารอเวลาที่จะได้ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้มานานมาก นับตั้งแต่ได้อ่านกระทู้พาเที่ยวพิพิธภัณฑ์บนเว็บพันทิป ก็เกิดความอยากรู้อยากไปสัมผัสของจริง ดังนั้นมาญี่ปุ่นรอบที่ 3 ครั้งนี้ จึงไม่พลาดจะแวะไปในทันทีที่มีโอกาส

เราออกเดินทางตอนประมาณ 8.00 น. ด้วยชินคันเซ็นขบวน “ฮิคาริ” ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าเราก็มาถึงสถานีฮิโรชิม่าในบัดดล เปรียบเสมือนนั่งรถจากกรุงเทพฯ ไปเที่ยวกำแพงเพชรแต่ใช้เวลาน้อยกว่าเยอะ

เกาะมิยาจิม่า

ด้วยความตั้งใจว่าอยากจะใช้เวลาบริเวณรอบๆ พิพิธภัณฑ์ให้นานหน่อย เลยแวะไปเที่ยวบนเกาะมิยาจิม่าอีกหนึ่งไฮไลท์ของเมืองตั้งแต่ตอนที่มาถึงเลย วิธีไปก็ไม่ยาก แค่เดินไปขึ้นรถสาย Sanyo ที่มุ่งหน้าไป Iwakuni ที่อีกชานชาลาในสถานีฮิโรชิม่า เมื่อถึงปลายทางก็ออกจากสถานีก็เดินไปขึ้นเรือข้ามฟากได้เลย ยิ่งถ้าเรามี JR Pass มาด้วย ก็โชว์พาสละขึ้นฟรีไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม

วันที่ผมมาเหมือนบนเกาะมีงานเทศกาล ทำให้ค่อนข้างจะครึกครื้นเป็นพิเศษ นอกจากคนแล้วก็มีกวางเจ้าถิ่นเดินป้วนเปี้ยนเต็มไปหมด ต้องคอยระวังเอกสารสำคัญไว้ให้ดี เพราะด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า พี่กวางแกกินไม่เลือก และจู่โจมแบบไม่ทันให้ตั้งตัวด้วย

กวางป่า…ศัตรูทางธรรมชาติของ JR Pass, Passport และเอกสารสำคัญต่างๆ

จากจุดลงเรือข้ามฟากเดินเท้าต่อไปสัก 2 ก.ม. ก็จะเจอศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ ที่ตั้งของเสาโทริอิต้นใหญ่กลางน้ำ ซึ่งระหว่างทางเดินเท้าจะมีร้านรวงขายของมากมาย เหมือนกับตลาดที่อยู่หน้าวัดอาซาคุสะ แต่พิเศษกว่าตรงที่มีอาหารทะเลอย่างหอยย่างชีส มาวางขายหน้าร้านเอากลิ่นยั่วคนเดินผ่านไปผ่านมา

การมาดูเสาโทริอิตอนเช้าจะเป็นช่วงน้ำลง ทำให้ภาพที่ได้ออกมาดูเหมือนเสาทั่วไปที่ตั้งอยู่บนดิน แต่ปริมาณคนที่ยืนดูก็จะไม่แออัดมาก เพราะเราสามารถเดินลงไปในพื้นทะเลด้านล่างได้

เทียบขนาดกับคนในระยะ 20 เมตร คือมันใหญ่มาก นับถือคนเอาไปปักตรงนั้นเลยทีเดียว

หลังจากเก็บภาพกันจนหนำใจตอนแรกอยากจะเดินลุยไปถ่ายที่ศาลเจ้าต่อ แต่มวลชนชาวญี่ปุ่นเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เลยหันหลังกลับไปเดินเที่ยวในแถบร้านค้าดีกว่า

ถนนคนเดินบนเกาะ ให้อารมณ์เหมือนเดินตลาดดอนหวาย หรืออัมพวา
สาเหตุของความอ้วน เวลาเราบอกคนอื่นว่ากินข้าววันละ 1 ทัพพี

ความเจ๋งของญี่ปุ่นที่ไทยเราเคยเอามาเป็นแนวคิดในยุคก่อนคือเรื่อง OTOP ทุกที่ที่ไปเที่ยวจะมีสินค้าน่าสนใจที่มีขายเฉพาะพื้นที่นั้นๆ อยู่เสมอ ที่สำคัญคือเค้าทำกันเป็นมาตรฐาน ดูสะอาดน่าซื้อ แม้ว่าตัวสินค้าจะดูซ้ำซาก ไม่แป้งห่อน้ำตาล ก็น้ำตาลคลุกแป้ง ก็ตาม

สุดตลาดก็ได้เวลาขึ้นเรือกลับเพื่อเดินทางต่อไปยังโซน Memorial Park วิธีการเดินทางก็ถามคุณ Hyperdia ได้ผลออกมาว่าให้นั่งสาย Sanyo เหมือนเดิมกลับไปที่ Shin-Hakushima แล้วเดินไปขึ้นรถใต้ดิน Astram (ไม่ใช่ของ JR) ไปลงที่สถานี Hondori จริงๆ อาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้น แต่ในตอนนั้นกดหาอะไรเจอ ก็เลือกอันนั้น เพราะหน้ามืดเริ่มอยากกินข้าว

Atomic Bomb Dome, Hiroshima Peace Memorial Park และพิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial

โผล่ขึ้นมาจาก Hondori ก็จะเจอกับ ย่านการค้าคล้ายกับ Shinsaibashi แต่ดูเงียบสงบกว่า ผมเดินหาร้านอาหารด้วยอาการหน้ามืด เพราะตอนเช้าตรู่เราซัดแค่ขนมปังจากร้านสะดวกซื้อในสถานีมานิดหน่อย จนถึงตอนนี้ก็เที่ยงแก่ เดินมาได้สักระยะก็เจอกับร้านนี้ครับ

สัญลักษณ์ของราเมนข้อสอบหรือ Ichiran Ramen ชื่อดัง แม้ว่าราคาจะแพงกว่าร้านในระแวกนั้นนิดหน่อย แต่เราเน้นความคุ้นเคยเป็นหลัก เดินเข้าไปจัดกันคนละ 1 ชามทันที สำหรับสาขาฮิโรชิม่าตัวร้านจะเป็นสองชั้น ชั้นล่างเป็นคอกกั้นนั่งเดี่ยวเหมือนที่อื่นทั่วไป แต่ด้านบนจะเป็นโต๊ะนั่งทานคล้ายกับฮะจิบังบ้านเรา ซึ่งจะดูกว้างขวางและสะดวกสบายกว่า

เมื่อราเม็งเต็มท้องก็พร้อมเดินทางต่อครับ ผมเปิด Google Maps แล้วเดินมุ่งหน้าไปหา Atomic Bomb Dome ก่อนเป็นอันดับแรก ใช้เวลาเดินสัก 10 นาทีก็มาถึงครับ ตัวโดมตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำไม่ไกลจากร้านราเม็งมากนัก

Atomic Bomb Dome เดิมทีเป็นเหมือนศูนย์แสดงสินค้าคล้ายกับ Bitec หรือ Impact Arena บ้านเรา การออกแบบตัวอาคารไปในทางยุโรปร่วมสมัย สาเหตุที่ตัวอาคารไม่ถูกสลายให้พังทลายจากแรงระเบิด เป็นเพราะว่าตัว Little Boy มาระเบิดบนอาคารนี้พอดิบพอดี แรงระเบิดจึงถูกอัดกระจายออกไปรอบๆ แทน

แต่กระนั้นแล้วก็สร้างความเสียหายให้กับตัวอาคารไม่ใช่น้อย ที่ยังคงตั้งตระหง่านล่วงเวลามา 70 กว่าปี เป็นเพราะชาวญี่ปุ่นเค้าบูรณะและคอยดูแลไม่ให้มันพังลงมาตลอด โดย UNESCO ได้ประกาศให้อาคารนี้เป็นมรดกโลกในปี 1996 ที่ทรงคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์ และเป็นตัวแทนแห่งสันติภาพที่ไม่สิ้นสุดอีกด้วย

เดินต่อจาก A-bomb Dome ผมก็มุ่งหน้าไปหาพิพิธภัณฑ์ทันที ตอนที่ไปเป็นช่วงที่กำลังปิดปรับปรุงอาคารบางส่วนอยู่ แต่ยังสามารถเข้าไปชมการจัดแสดงได้บางส่วน โดยค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ต้องบอกว่า โคตรถูก!!! ผู้ใหญ่สองคน คนละ 200 เยน เป็นเงินไทยก็ 60 บาท แต่ทั้งตัวอาคารและอุปกรณ์การตกแต่งภายใน ยังดูใหม่เอี่ยม ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนมาเยี่ยมชมเยอะ ก็คงเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นแน่แท้ ที่คอยอุ้มชูให้พิพิธภัณฑ์ดูใหม่ทั้งที่เก็บค่าเข้าชมในราคาแบบนี้

ผมไม่รู้ว่าช่วงที่พิพิธภัณฑ์เปิดแบบ 100% เค้าจัดเรียงลำดับอะไรยังไงบ้าง เพราะที่อ่านรีวิวในพันทิป ก็ไม่ได้มีใครระบุไว้ชัดเจน สำหรับรอบที่ผมเข้าไป เราเริ่มกันด้วยจากภาพถ่ายตอนระเบิด จากหลากหลายมุม ตามด้วยสิ่งของที่ถูกหยุดเวลาไว้ นับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 1945 เวลา 8.15 น.

นาฬิกาที่หยุดเดินตอน 8.15 น. ช่วงเวลาระเบิด แค่มองดูเข็มก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในวันนั้น เป็นสิ่งของที่ทรงพลังที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

แบบจำลองแสดงอาณุภาพของระเบิดที่กระทำต่อเมืองฮิโรชิม่า ดูแล้วเข้าใจทันที ว่าทำไม Atomic Bomb Dome ถึงยังคงสภาพเป็นอาคารอยู่ได้

จักรยานเด็กเล่นที่ไม่ต้องบอกก็รู้ชะตากรรมของเจ้าของ

นอกจากสิ่งของ ในส่วนจัดแสดงยังมีการอธิบายเหตุการณ์หลังการระเบิดแบบเป็นฉากๆ (ตรงนี้รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เช่า Audio Guide มาด้วย) อย่างในรูปนี้ เป็นการอธิบายที่เข้าใจง่ายมาก ว่าไม่ใช่แค่ระเบิดตู้มเดียวแล้วจบไป มันยังมีแรงดูดที่เกิดหลังจากนั้นอีก ทำให้อาคารบ้านเรือนระแวกนั้นถูกกวาดเรียบหมดจด เรียกว่าเปลี่ยนผังเมืองกันใหม่เลย

กระแสลมที่พัดย้อนกลับหรือ Reverse Wind ที่เกิดจากแรงระเบิด คือการซ้ำเติมที่น่ากลัว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บ้านเมืองแหลกสลายย่อยยับ
แผ่นสังกะสีที่ถูกความร้อนและลมจากแรงระเบิดบิดจนแทบจะจำรูปทรงเดิมไม่ได้

แผ่นกระเบื้องหลังคาทีโดนความร้อนกว่า 6,000 องศาเซลเซียส ในเวลาฉับพลัน แล้วกลับเย็นลงด้วยความรวดเร็ว ทำให้ผิวส่วนที่ละลายกลายเป็นดินเหนียวแข็งติดอยู่บนแผ่นกระเบื้องเดิม เมื่อลองลูบดูจะรู้สึกได้ถึงความขรุขระ
เงาดำบริเวณบันไดหน้าธนาคารฮิโรชิม่า อันเกิดจากการสลายด้วยความร้อนของร่างมนุษย์ นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าช่วงที่ระเบิดน่าจะมีคนนั่งอยู่บนขั้นบันได เมื่อร่างของเค้าสลายจึงเกิดเป็นคราบดำติดอยู่

จบจากโซนระเบิดก็จะเรื่องราวเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากสารกัมมันตภาพรังสีที่ตกค้าง โดยที่คนไทยรู้จักมากที่สุดก็คือซาดาโกะจัง กับตำนานนกกระเรียนพันตัว ที่ทางพิพิธภัณฑ์นำประวัติของเธอมาไล่เรียงตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้าย โดยน่าจะหวังให้ลึกๆ ว่าคนที่ได้มาพบเจอคงจะได้ตระหนักถึงภัยอันตรายจากปรมาณูมากกว่าประโยชน์ของมัน

ตลอดเส้นทางเดินในพิพิธภัณฑ์มันเต็มไปด้วย ผู้เข้าชมส่วนใหญ่ล้วนอึ้งกับสิ่งที่ได้เห็น (ถ้าไม่นับเด็กรัสเซียที่ยิงคำถามพ่อมันตลอดทาง) เริ่มตั้งแต่ภาพถ่ายวินาทีสำคัญ ไล่มาถึงโซนข้าวของจากช่วงเวลานั้นที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีคงสภาพเดิมเหมือนตอนโดนระเบิด จนมาปิดท้ายด้วยเรื่องราวของซาดาโกะ ทำให้เห็นว่าแม้มันเป็นเหตุการณ์ที่น่าหดหู่ แต่ชาวญี่ปุ่นกลับเลือกที่จะจดจำและถ่ายทอดมาให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความน่ากลัว แทนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างหายไปกับกาลเวลา

ประวัติศาสตร์ที่ดี คือเรื่องราวที่น่าจดจำ แต่ประวัติศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม คือเรื่องที่สอนคนให้ตระหนักคิด เหตุการณ์ของเมืองนี้ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ที่ให้อะไรมากมายในการมาเยือนครั้งนี้ เพราะมันทำให้ช่วงเวลา 5 ชั่วโมงเดินเร็วอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกขอบคุณในความสามารถในการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของคนชาตินี้จริงๆ

จบจากโซนประวัติศาสตร์ก็ต้องรีบกลับ Shin-Osaka ด้วยชินคันเซ็น “ซากุระ” มีแอบลุ้นนิดหน่อยว่าจะไม่ได้นั่ง เพราะเจ๊พนักงานเค้าไม่รับจอง แต่สุดท้ายคนก็ไม่ได้เยอะอย่างที่คิด ปิดทริปฮิโรชิม่าได้ราบรื่น แต่ต้องกลับไปซ้ำอย่างแน่นอน แล้วพบกันอีกเร็วๆ นี้…

Comments

comments